ทำไมต้องเติมหลักประกัน
เข้าใจ IM, MM, FM และ Mark-to-Market รวมถึงเหตุผลที่ผลขาดทุนอาจเกินเงินวางเริ่มต้น
หลักประกันในบัญชีฟิวเจอร์สมีหน้าที่รองรับภาระของสัญญา ไม่ใช่เพดานขาดทุน เมื่อราคาเปลี่ยนสวนทาง ผลขาดทุนอาจลดเงินในบัญชีจนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และผู้ลงทุนอาจต้องเติมเงินหรือลดสถานะ แม้ยังไม่ถึงวันที่วางแผนปิดหรือยังมีความเชื่อมั่นในหุ้นอ้างอิงก็ตาม
การบริหารหลักประกันจึงเป็นเรื่องของกระแสเงินสดและระยะเวลา ไม่ใช่เพียงประเมินราคาปลายทางให้ถูก ผู้ลงทุนที่มองทิศทางถูกในที่สุดอาจไม่สามารถถือผ่านช่วงขาดทุนก่อนหน้าได้ หากเงินสำรองไม่พอหรือไม่สามารถนำเงินมาใช้ทันกำหนด ความพร้อมระหว่างทางต้องถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่ก่อนเปิดสถานะ
หลักประกันแต่ละระดับ
หลักประกันเริ่มต้น หรือ IM เป็นเงินตามเกณฑ์ที่ใช้รองรับการเปิดสถานะ หลักประกันรักษาสภาพ หรือ MM เป็นระดับที่ต้องติดตามระหว่างถือ ส่วน FM เกี่ยวข้องกับเกณฑ์การจัดการสถานะเมื่อหลักประกันลดลงถึงระดับที่กำหนด อัตราและวิธีดำเนินการต้องยึดข้อกำหนดตลาดและเงื่อนไขของบริษัทที่มีผลในขณะนั้น
การที่บัญชีมีเงินพอเปิดไม่ได้หมายความว่ามีเงินพอถือผ่านความผันผวน IM เป็นจุดเริ่มของภาระ ไม่ใช่เงินสำรองสำหรับทุกสถานการณ์ ผู้ลงทุนควรกำหนดเงินเผื่อแยกออกมา และตรวจว่าหลักประกันที่แสดงเป็นอัตราของ Series ที่เลือก ตรงกับประเภทลูกค้าและวันที่ทำรายการ ไม่ใช่อัตราที่นำมาจากเอกสารคนละช่วงเวลา
ยอดบัญชีรวมยังอาจได้รับผลจากสถานะอื่นและการเคลื่อนไหวทางบัญชี จึงไม่ควรนำ IM, MM หรือ FM ของรายการเดียวมาแปลงเป็นราคาที่จะถูกบังคับปิดจริงโดยตรง ระดับราคาประมาณการในเครื่องมือมีประโยชน์เฉพาะเมื่อระบุสมมติฐานเรื่องเงินคงเหลือ จำนวนสัญญา และสถานะอื่นอย่างชัดเจน
Mark-to-Market เปลี่ยนยอดเงินอย่างไร
Mark-to-Market คือการปรับกำไรขาดทุนตามราคาที่ใช้ชำระราคาในแต่ละวัน สำหรับ Long การเพิ่มขึ้นของราคาฟิวเจอร์สให้ผลทางบวก ส่วนการลดลงให้ผลทางลบ ฝั่ง Short มีทิศทางตรงกันข้าม ราคาที่ใช้ชำระราคาอาจแตกต่างจากราคาหุ้นหรือราคาที่ผู้ลงทุนเห็นระหว่างวัน จึงควรตรวจข้อมูลในรายการบัญชี
ตัวอย่างสมมติเปิด Long 100 สัญญา ตัวคูณ 1,000 หุ้น หากราคาที่ใช้คำนวณลดลง 0.50 บาท ผลขาดทุนก่อนค่าใช้จ่ายเท่ากับ 50,000 บาท หากลดต่ออีก 0.50 บาทในวันถัดไป ภาระขาดทุนเพิ่มอีก 50,000 บาท ตัวอย่างนี้อธิบายขนาดผลกระทบเท่านั้น ไม่ได้กำหนดเกณฑ์เรียกหลักประกันของบัญชีจริง
เมื่อรวมผลรายวันตลอดช่วงถือ ผลจากราคาในหลักการเชื่อมกับส่วนต่างราคาเปิดและราคาสิ้นสุด แต่เงินสดถูกปรับระหว่างทาง การแสดงกำไรปลายทางใน Scenario จึงไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าผู้ลงทุนมีเงินพอถือถึงวันนั้น ควรประเมินช่วงที่ราคาอาจสวนทางมากที่สุดด้วย โดยยอมรับว่าตลาดจริงอาจรุนแรงกว่าสถานการณ์ที่ลอง
เมื่อได้รับการเรียกหลักประกัน
หากได้รับแจ้งให้เติมเงิน ควรตรวจยอดที่ต้องนำส่ง เวลาที่กำหนด และช่องทางที่บริษัทรับชำระทันที การตีความจากราคาหุ้นที่เริ่มฟื้นเองอาจไม่ตรงกับภาระในบัญชี ผู้ลงทุนควรใช้ยอดยืนยันจากผู้ดูแลบัญชีและตรวจว่าสถานะอื่นหรือรายการรอชำระมีผลร่วมด้วยหรือไม่
การลดสถานะเป็นอีกทางเลือกที่ต้องประเมิน แต่ไม่ควรถือว่าการปิดบางส่วนจะทำให้หลักประกันกลับสู่ระดับใดโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาราคาปิด ค่าใช้จ่าย จำนวนที่เหลือ และเงื่อนไขหลังปิด การขายสินทรัพย์อื่นเพื่อเติมเงินก็อาจมีความเสี่ยงด้านราคาและเวลา จึงควรมีเงินพร้อมใช้ก่อนเกิดเหตุ
การตั้งจุดตัดขาดทุนช่วยกำหนดวินัย แต่ราคาเปิดกระโดด ตลาดผันผวน หรือข้อจำกัดการทำรายการอาจทำให้ปิดได้ต่างจากระดับที่วางไว้ ผลขาดทุนจริงจึงอาจมากกว่าแผน และอาจเกินหลักประกันเริ่มต้น หลังถูกปิดสถานะยังอาจมีภาระยอดขาดทุนที่ต้องชำระเพิ่มเติมตามบัญชี
วางเงินสำรองให้สัมพันธ์กับขนาดสถานะ
ควรเริ่มจากจำนวนเงินที่ยอมรับผลขาดทุนได้และจำนวนเงินที่พร้อมเติม ไม่เริ่มจากอัตราทดสูงสุด หากสถานะอ้างอิงหุ้นเทียบเท่า 100,000 หุ้น การเปลี่ยนแปลงราคา 1 บาทมีผลก่อนต้นทุน 100,000 บาท การลดสัญญาลงครึ่งหนึ่งจะลดความไวต่อราคาลงครึ่งหนึ่งด้วย ภายใต้ตัวคูณเดิม
ควรทดลองภาวะราคาลงหลายระดับสำหรับ Long หรือราคาขึ้นหลายระดับสำหรับ Short พร้อมเพิ่มระยะเวลาถือ เพื่อดูทั้งภาระขาดทุนและต้นทุนที่เพิ่ม การประเมินควรรวมวันหยุดหรือช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญ และควรมีแผนจัดการหากไม่สามารถติดตามตลาดได้ตามปกติ ไม่ใช่กำหนดเงินสำรองจากการเคลื่อนไหวเฉลี่ยเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ต้องติดตามคือยอดเงินที่ใช้ได้ หลักประกันของสถานะทั้งหมด การแจ้งเตือนจากบริษัท และเกณฑ์ที่อาจเปลี่ยน ผู้ลงทุนควรรักษาช่องทางติดต่อให้พร้อมและตรวจบัญชีสม่ำเสมอ เครื่องคำนวณใช้วางแผนได้ แต่การตัดสินใจเกี่ยวกับการเติมเงินหรือปิดสถานะต้องอาศัยข้อมูลบัญชีจริงและคำยืนยันที่มีผลในเวลานั้น