ต้นทุนเกิดเมื่อไร
แยกต้นทุนขาเปิด ระหว่างถือ และขาปิด พร้อมวิธีตรวจดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่รวมอยู่ในราคาแล้ว
ผลตอบแทนของ Block Trade ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาเพียงรายการเดียว ผู้ลงทุนต้องรวมค่าใช้จ่ายที่เกิดเมื่อเปิด ระหว่างถือ และเมื่อปิดสถานะ การเห็นกำไรจากราคาหุ้นจึงยังไม่ใช่กำไรสุทธิ ขณะเดียวกัน เงินที่วางเป็นหลักประกันและเงินสำรองไม่ควรถูกนำไปหักเป็นต้นทุนเสมือนสูญเสียไปทั้งหมด
การตรวจต้นทุนควรเริ่มจากการระบุที่มาของแต่ละรายการ บางส่วนเรียกเก็บจากบัญชีโดยตรง บางส่วนสะท้อนผ่านราคาฟิวเจอร์สที่เสนอ และบางส่วนขึ้นกับระยะเวลาถือ หากใช้ราคาเสนอที่รวมต้นทุนแล้วแต่ยังหักรายการเดิมซ้ำ ผลคำนวณจะต่ำกว่าผลที่ควรเป็น จึงต้องทราบทั้งจำนวนและวิธีบันทึกต้นทุน
ต้นทุนขาเปิด
เมื่อเปิดสถานะ อาจมีค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม และภาษีที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขบริการ ฐานคิดค่านายหน้าอาจสัมพันธ์กับมูลค่าสัญญา ส่วนค่าธรรมเนียมบางประเภทคิดต่อสัญญา การเพิ่มจำนวนสัญญาจึงเปลี่ยนค่าใช้จ่ายหลายรายการพร้อมกัน และต้องตรวจว่ามีขั้นต่ำหรือข้อยกเว้นที่ใช้กับรายการนั้นหรือไม่
ไม่ควรนำอัตราจากรายการเก่าหรือจากผู้ให้บริการรายอื่นมาใช้แทนเงื่อนไขของ Beyond โดยไม่ได้ยืนยัน แม้หุ้นและจำนวนเท่ากัน ข้อตกลงและวันที่มีผลอาจแตกต่างกัน การตั้งสมมติฐานในเครื่องคำนวณมีไว้ประเมินผลของแผน แต่คำยืนยันบริการและรายการบัญชียังคงเป็นข้อมูลที่ต้องตรวจเมื่อทำรายการจริง
ฐานภาษีต้องแยกจากมูลค่าสถานะ การเห็นอัตรา VAT ไม่ได้หมายความให้นำไปคูณมูลค่าสัญญาทั้งหมด ควรตรวจว่าค่าใช้จ่ายใดอยู่ในฐานภาษี และการแสดงในใบยืนยันเป็นยอดก่อนหรือหลังภาษี หากนำยอดรวมภาษีมาใช้แล้วคำนวณภาษีเพิ่มอีกครั้ง จะทำให้ต้นทุนผิดแม้ใช้อัตราถูกต้อง
ต้นทุนระหว่างถือ
ดอกเบี้ยต้องพิจารณาอัตรา ฐานยอดเงิน และจำนวนวันที่คิดร่วมกัน อัตราเป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบ หากเปลี่ยนฐานจากมูลค่าสถานะเป็นยอดเงินอีกประเภท ผลย่อมต่างกัน จึงไม่ควรเดาฐานคิดจากเงินหลักประกันหรือจากจำนวนเงินที่ผู้ลงทุนโอนเข้าบัญชี ต้องขอรายละเอียดของรายการที่บริษัทใช้จริง
จำนวนวันที่ถือเพื่อการคำนวณต้นทุนอาจไม่ตรงกับจำนวนวันซื้อขาย ตลาดหยุดไม่ได้ทำให้ภาระต้นทุนหยุดโดยอัตโนมัติ การเปิดและปิดวันเดียวกัน จำนวนวันขั้นต่ำ วิธีนับวันแรกและวันสุดท้าย รวมถึงปีที่ใช้เป็นฐาน ล้วนต้องยึดเงื่อนไขที่ยืนยันแล้ว โดยเฉพาะแผนที่ข้ามวันหยุดต่อเนื่องหรือข้ามปี
ตัวอย่างสมมติ หากฐานคิดดอกเบี้ยเท่ากับ 1,000,000 บาท อัตรา 6% ต่อปี และใช้ฐาน 365 วัน ต้นทุนหนึ่งวันเท่ากับประมาณ 164.38 บาท ก่อนเงื่อนไขขั้นต่ำและการปัดเศษ ถือ 30 วันจะเท่ากับประมาณ 4,931.51 บาท ตัวเลขนี้ใช้อธิบายความสัมพันธ์ของเวลา ไม่ใช่อัตราหรือฐานดอกเบี้ยที่เสนอให้ลูกค้าของ Beyond
ต้นทุนขาปิดและการหักซ้ำ
เมื่อปิดสถานะต้องพิจารณาค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมของขาปิดเพิ่มเติม ไม่ควรถือว่าต้นทุนขาเปิดครอบคลุมการปิดแล้ว เว้นแต่เงื่อนไขระบุไว้ชัด มูลค่าที่ใช้คิดขาปิดอาจต่างจากขาเปิดเพราะราคาเปลี่ยน ดังนั้นต้นทุนรวมอาจไม่เท่ากับนำยอดขาเปิดคูณสอง
สำหรับราคาที่มีการปรับดอกเบี้ยผ่านราคาปิด ผู้ลงทุนควรตรวจว่าราคาเป็นราคาก่อนปรับหรือหลังปรับแล้ว หากใช้ราคาหลังปรับในการคำนวณส่วนต่าง ผลทางดอกเบี้ยได้สะท้อนในกำไรขาดทุนของราคาแล้ว การแสดงดอกเบี้ยเพื่ออธิบายรายละเอียดทำได้ แต่ต้องไม่หักออกจากผลสุทธิซ้ำเป็นรายการอิสระอีกครั้ง
เงินปันผลและเหตุการณ์ของบริษัทอาจมีผลผ่านการปรับราคา หรือการปรับข้อกำหนดของสัญญา การลงรายการเงินปันผลเพิ่มโดยไม่ตรวจว่าราคาปิดสะท้อนแล้วหรือไม่ทำให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับดอกเบี้ย ควรตรวจสมการผลสุทธิให้ย้อนกลับได้ว่าเริ่มจากส่วนต่างใด ปรับรายการใด และแต่ละรายการปรากฏในบัญชีที่ใด
ตรวจความคุ้มค่าของแผน
กำไรสุทธิควรสอดคล้องกับกำไรขาดทุนก่อนต้นทุนและรายการปรับทั้งหมด ตัวอย่างสมมติ หากได้กำไรจากราคา 20,000 บาท และมีต้นทุนแยกที่ยังไม่รวมในราคา 5,000 บาท ผลสุทธิย่อมเป็น 15,000 บาท แต่ถ้า 20,000 บาทคำนวณจากราคาที่หักดอกเบี้ยแล้ว ต้องแยกเฉพาะค่าใช้จ่ายอื่นที่ยังไม่ถูกรวม ไม่ใช่หักดอกเบี้ยเดิมอีกครั้ง
การเปรียบเทียบแผนควรแสดงต้นทุนตามเวลา เช่น ปิดภายในหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน หรือยาวกว่าที่คาด และแสดงว่าหุ้นต้องเคลื่อนไหวเพิ่มอีกเท่าใดจึงชดเชยต้นทุนได้ แผนที่มีเป้าหมายกำไรเพียงเล็กน้อยอาจไวต่อต้นทุนมากกว่าแผนอื่น จึงควรตรวจต้นทุนก่อนตัดสินใจว่าผลตอบแทนที่คาดเพียงพอหรือไม่
ก่อนทำรายการควรขออัตราและฐานคิดที่มีผลล่าสุด วิธีนับวัน ขั้นต่ำ การปัดเศษ ต้นทุนทั้งสองขา ภาษี และวิธีสะท้อนดอกเบี้ยในราคา เก็บข้อมูลชุดเดียวกันไว้กับผลคำนวณและคำยืนยันราคา เมื่อได้รับผลจริงจึงสามารถเปรียบเทียบได้ว่าความต่างเกิดจากราคา เวลา หรือค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป